Thai - English Bi-lingual Tract

Have You Heard of the Four Spiritual Laws?ท่านเคยได้ยิน หลักสัจธรรม 4 สู่ชีวิตนิรันดร์ หรือยัง?
Who is God ?พระเจ้าคือใคร ?
God is Spirit. He is everywhere both on earth and in heaven. He is eternal. He is the Almighty and He created everything on earth and the whole universe. He knows what is happening in nature. He maintains, rules over and protects the earth and the universe with His mighty power.พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ ผู้สถิตอยู่ทั่วไปในพื้นแผ่นดินโลก และ บนท้องฟ้ามหาสวรรค์ พระองค์ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิจนิรันดร์ พระเจ้าทรงฤทธานุภาพ ใหญ่ยิ่ง และพระองค์ได้ทรงเนรมิตสร้างทุกสิ่ง ในโลกและจักรวาลทั้งปวง พระองค์ ทรงทราบความเป็นไปในธรรมชาติ พระองค์ทรงบำรุง ทรงปกครอง และทรงพิทักษ์รักษาโลก และจักรวาล ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์
His character is holy, righteous and just. He is a God of love. He loves man so much, even though man has rebelled against Him and rejected Him. He has shown His love to mankind by sending Jesus Christ to bring mankind back to Him.พระลักษณะของพระเจ้าประกอบไปด้วยความบริสุทธิ์ ความชอบธรรม และความยุติธรรม พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรัก พระองค์ทรงรักมนุษย์มา ก ถึง แม้ว่ามนุษย์ได้กระทำผิด โดยไม่ยอมเชื่อฟัง และปฏิเสธพระองค์ แต่กระนั้นพระองค์ ยังทรงแผ่ความรักของพระองค์ลงมาโดย ทางพระเยซูคริสต์ เพื่อนำให้มนุษย์ชาติกลับคืนไปหาพระองค์อีก
Just as there are physical laws that govern the physical universe, so are there spiritual laws that govern your relationship with God.หลักสัจธรรมประการแรก จักรวาลมีหลักธรรมชาติควบคุมฉันใด ความสัมพันธ์ระหว่ างท่านกับพระเจ้าก็มีหลักสัจธรรมฝ่ายวิญญาณจิตควบคุมฉันนั้น
1

LAW ONE

God LOVES you and offers a wonderful PLAN for your life.

1

หลักสัจธรรมประการแรก

พระเจ้าทรงรักท่านและทรงมีแผนการ อันประเสริฐยิ่งสำหรับชีวิตของท่าน

(References contained in this booklet should be read in context from the Bible whenever possible)(หากเป็นไปได้ ขอให้ท่านอ่านข้อพระธรรมต่างๆ ที่อ้างไว้ในหนังสือเล่มนี้จาก พระคริสตธรรมคัมภีร์โดยตรง )
God's Loveความรักของพระเจ้า
God so loved the world that He gave His one and only Son, that whoever believes in Him shall not perish, but have eternal life.” (John 3:16) “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพร ะบุตรองค์เดียวของ พระ องค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16)
God's Planแผนการของพระเจ้า
Jesus said, "I came that they may have life, and have it abundantly" [that it might be full and meaningful]." (John 10:10)(พระเยซูคริสต์ตรัสว่า) “เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิตและจะได้อย่ างครบ บริบูรณ์” คือ ชีวิตที่อิ่มเอม และมีความหมาย (ยอห์น 10:10)
Why is it that most people are not experiencing the abundant life? Because... แต่ทำไมเล่าคนส่วนมากจึงยังไม่ได้ พบกับชีวิตที่ครบบริบูรณ์นี้?
2

LAW TWO

People are SINFUL and SEPARATED from God so we cannot know and experience God’s love and plan for our life.

2

หลักสัจธรรมประการที่สอง

มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป และถูกตัดขาด จากพระเจ้า ดังนั้นจึงไม่สามารถรู้และ พบกับความรัและแผนการของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเขาได้

People are Sinfulมนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป
"All have sinned and fall short of the glory of God." (Romans 3:23)“เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (โรม 3:23)
We were created to have a personal relationship with God, but by our own choice and self-will we have gone our own independent way and that relationship has been broken. This self-will, often seen as an attitude of active rebellion towards God or a lack of interest in Him, is an evidence of what the Bible calls sin.พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีความสามัคคีธรรมกับพระองค์ แต่เพราะความ ดื้อด้านตามใจปรารถนาของตนเองมนุษย์จึงเลือกดำเนินชีวิตอย่างอิสระ ด้วยเหตุนี้ ความสามัคคีธรรมระหว่างเขากับพระเจ้าจึงขาดลง การทำตามใจปรารถนาของมนุษย์นี้แสดงออกโดยการปฏิเสธที่จะเชื่อฟังพระเจ้าและเฉยเมยต่อพระองค์ การกระทำเช่นนี้แหละ ที่พระคริสตธรรมคัมภีร์เรียกว่า บาป
People are Separatedมนุษย์ถูกตัดขาดจากพระเจ้า
"The wages of sin is death" [spiritual separation from God]. (Romans 6:23)“ ค่าจ้างของความบาป คือความตาย ”- คือ ความตายฝ่ายวิญญาณจิต
เพราะถูกตัดขาดจากพระเจ้า (โรม 6:23)
This picture illustrates that God is holy and people are sinful. A great gap separates the two. The arrows illustrate that people are continually trying to reach God and the abundant life through their own efforts, such as a good life, philosophy, or religion – but they always fail.พระเจ้าทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ และมนุษย์เป็น คนบาป จึงเสมือนมีหุบเหวอันลึก และกว้าง ใหญ่ขวางกั้น ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์มนุษย์แสวงหาวิถีทางที่ จะข้ามหุบเหวนี้อยู่เรื่อยมา เพื่อไปสู่พระเจ้าและรับชีวิตที่ครบบริบูรณ์ โดย การอาศัยสติปัญญา ความสามารถของตนเอง เช่น บำเพ็ญตนเป็นคนดีมี ศีลธรรม และ ยึดถือหลักปรัชญาต่างๆ ฯลฯ
The third law explains the only way to bridge this gap…หลักสัจธรรมประการที่สามเป็นทางเดียวเท่านั้น ที่จะไขปัญหาอันยุ่งยากนี้ได้ …
3

LAW THREE

Jesus Christ is God’s ONLY provision for our sin. Through Him alone you can know and experience God’s love and plan for your life.

3

หลักสัจธรรมประการที่สาม

โดยทางพระเยซูคริสต์เท่านั้นที่พระเจ้าทรงจัด เตรียมไว้เพื่อชำระล้างความผิดบาปของมนุษย์
โดยพระองค์ท่านจะสามารถรู้และพบกับความรักของพระเจ้าและแผนการของพระองค์สำหรับชีวิตของท่านได้

He Died in Our Placeพระองค์ยอมตายแทนเรา
God demonstrates His own love towards us, in that while we were yet sinners, Christ died for us.” (Romans 5:8) “ แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือ ขณะที่เรา ยังเป็นคนบาป พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (โรม 5:8)
He Rose From the Deadพระองค์ทรงคืนพระชนม์
"Christ died for our sins…He was buried…He was raised on the third day, according to the Scriptures…He appeared to Peter, then to the Twelve. After that He appeared to more than five hundred…" (1 Corinthians 15:3-6)“พระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์ เพราะบาปของเราทั้งหลายตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่ ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์นั้น พระองค์ทรงปรากฎแก่เคฟาส แล้วแก่อัครทูตสิบสองคน ภายหลังพระองค์ทรงปรากฎแก่พวกพี่น้อ งกว่าห้ าร้อยคนในคราวเดียว…” (1 โครินธ์ 15:3-6)
He Is the Only Way to Godพระองค์ทรงเป็นทางเดียวเท่านั้น
"Jesus said to him, 'I am the way, and the truth, and the life; no one comes to the Father but through Me.'" (John 14:6)พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิ ต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้ ( พระเจ้า ) นอกจากจะมาทางเรา” (ยอห์น 14:6)
This diagram illustrates that God has bridged the gulf that separates us from Him by sending His Son, Jesus Christ, to die on the cross in our place to pay the penalty for our sins.พระเจ้าทรงเชื่อมหุบเหวที่ขวางกั้นระหว่างพระองค์กับมนุษย์ โดยการส่ ง พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ให้ลงมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแทนเรา
It is not enough just to know these three laws... การรู้แต่เพียงหลักสัจธรรมสามประการนี้เท่านั้น ยังไม่เป็นการเพียงพอ…
4

LAW FOUR

We must individually RECEIVE Jesus Christ as Saviour and Lord; then we can know and experience God’s love and plan for our lives.

4

หลักสัจธรรมประการที่สี่

เราจำเป็นต้องรับเอาพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้ รอดและเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเป็นส่วนตัวแล้ว เราจึงจะสามารถรู้และพบกับความรักของพระเจ้า
กับแผนการของพระองค์สำหรับชีวิตของเราได้

We Must Receive Christเราต้องรับเอาพระเยซูคริสต์
"As many as received Him, to them He gave the right to become children of God, even to those who believe in His name." (John 1:12) “ คนทั้งหลายที่ได้ต้อนรับพระองค์ พระองค์ทรงโปรด ให้มีอำนาจที่จะเป็นบุตรของพระเจ้าได้” (ยอห์น 1:12)
We Receive Christ Through Faithเรารับเอาพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ
"By grace you have been saved through faith; and that not of yourselves, it is the gift of God; not as a result of works so that no one may boast." (Ephesians 2:8,9)“ ด้วยว่าซึ่งเราทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อและมิใช่ โดยตัวเราทั้งหลาย กระทำเอ ง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ความรอดนั้นจะ เนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” (เอเฟซัส 2:8-9)
When we receive Christ we experience a new birth. (Read John 3:1-8)เมื่อเราต้อนรับพระเยซูคริสต์ เราจะได้รับ ประสบการณ์ในการบังเกิดใหม่ (อ่าน ยอห์น 3:1-8)
We Receive Christ by Personal Invitationเรารับเอาพระเยซูคริสต์โดยการเชื้อเชิญพระองค์เป็นส่วนตัว
[Christ is speaking] “Behold, I stand at the door and knock; if any one hears My voice and opens the door, I will come in to him.” (Revelation 3:20)(พระเยซูคริสต์ตรัสว่า) “นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตูถ้าผู้ใดได้ยินเสียง
ของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้น” (วิวรณ์ 3:20)
Receiving Christ involves turning to God from self (repentance) and trusting Christ to come into our lives to forgive our sins and to make us what He wants us to be. Just to agree intellectually that Jesus Christ is the Son of God and that He died on the cross for our sins is not enough. Nor is it enough to have an emotional experience. We receive Jesus Christ by faith, as an act of the will.การรับเอาพระเยซูคริสต์คือหันหลังให้ความบาปและหันหน้าเข้าหาพระเจ้า ไว้วางใจว่าพระเยซูคริสต์ จะเสด็จเข้ามาในชีวิตของเราและอภัยโทษบาป ให้แก่เรา และทำให้ เราเป็นที่พอพระทัยพระองค์การเห็นด้วยกับข้ออ้าง ของพระเยซูคริสต์ หรือมีความรู้สึกทางอารมณ์เท่านั้น ยังไม่เป็นการเพียงพอ

วงกลมทั้งสองนี้แสดงให้เห็นถึงชีวิตสองแบบ
‎(THESE TWO CIRCLES REPRESENT TWO KINDS OF LIVES:)‎

ชีวิตตามใจตนเอง
‎(SELF-DIRECTED LIFE)‎

ชีวิตที่พระเยซูคริสต์ครอบครอง
‎(CHRIST-DIRECTED LIFE)‎

ตนเองอยู่บนบัลลังก์ชีวิต ‎(Self is on the throne)‎

พระคริสต์อยู่ภายนอกชีวิต ‎(Christ is outside the life.)‎

ความสนใจต่างๆที่ทำตามใจตนเอง ก่อให้เกิดการขัดแย้งและ ความไม่สมหวังอยู่เสมอ ‎(Interests are directed by self, often resulting in discord and frustration.)‎

พระคริสต์ประทับบนบัลลังก์ชีวิต ‎(Christ is in the life and on the throne.)‎

ตนเองลงจากบัลลังก์ ‎(Self is yielding to Christ.)‎

ความสนใจต่างๆที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้าผู้มีความสามารถไม่มีขอบเขตจำกัด
มีผลให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างสอดคล้องกับแผนการอันประเสริฐของพระองค์ ‎(Interests are directed by Christ, resulting in harmony with God's plan.)‎

ต่อไปนี้คือคำอธิบายว่า ท่านจะรับเอาพระเยซูคริสต์ได้อย่างไร?
‎(The following explains how you can receive Christ:)‎

You Can Receive Christ Right Now by Faith Through Prayerท่านสามารถรับเอาพระเยซูคริสต์ได้เดี๋ยวนี้ โดยการอธิษฐาน ด้วยความเชื่อ
(Prayer is talking with God)(การอธิษฐาน คือ การสนทนากับพระเจ้า)
God knows your heart and is not so concerned with your words as He is with the attitude of your heart. The following is a suggested prayer:พระเจ้าทรงทราบจิตใจของท่านพระองค์มิได้สนพระทัยกับถ้อยคำที่ท่าน อธิษฐานนัก หากแต่ทรงสนพระทัยในความจริงใจของท่านมากกว่า
ต่อไปนี้คือตัวอย่างคำอธิษฐานด้วยความเชื่อ ซึ่งใคร่จะแนะนำแก่ท่าน
Lord Jesus, I need You. Thank you for dying on the cross for my sins. I open the door of my life and receive You as my Savior and Lord. Thank You for forgiving my sins and giving me eternal life. Take control of the throne of my life. Make me the kind of person You want me to be. “ข้าแต่พระเยซูคริสต์เจ้า ข้าพเจ้าปรารถนาพระองค์ด้วยสุดใจข้าพ เจ้าขอเปิดประตู ชีวิตต้อนรับเอาพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล ะ เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ขอขอบพระคุณพระองค์ที่ทรง ประทานอภัยโทษความผิดบาปให้แก่ข้าพเจ้า โปรดครอบครอง บัลลั งก์ชีวิตของข้าพเจ้า และนำให้ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ ของพระองค์เถิด อาเมน ”
Does this prayer express the desire of your heart? If it does, I invite you to pray this prayer right now.คำอธิษฐานนี้ ตรงกับใจปรารถนาของท่านหรือไม่?
Christ will come into your life as He promised. ถ้าหากตรงโปรดอธิษฐานเดี๋ยวนี้ แล้วพระเยซูคริสต์ก็จะเสด็จเข้ามาประทับในชีวิตของท่าน ตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้
HOW TO KNOW THAT CHRIST IS IN YOUR LIFEจะรู้ว่าพระเยซูคริสต์ประทับอยู่ในชีวิตจิตใจของท่านได้อย่างไร?
Did you receive Christ into your life? According to His promise in Revelation 3:20, where is Christ right now in relation to you?เมื่อท่านอธิษฐานแล้วท่านคิดว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จเข้ามาประทับใน
ชีวิตของท่านหรือยัง ? ตามพระสัญญาที่พระเยซูคริสต์ให้ไว้ในพระธรรม
วิวรณ์ 3:20 นั้น เดี๋ยวนี้พระองค์ประทับอยู่ที่ไหน ?
Christ said that He would come into your life. Would He mislead you?พระเยซูคริสต์ตรัสว่า พระองค์จะเสด็จเข้ามาประทับในชีวิตของท่าน
ท่านคิดว่าพระองค์หลอกลวงท่านหรือไม่?
On what authority do you know that God has answered your prayer? (The trustworthiness of God Himself and His Word, the Bible.) ท่านรู้ได้อย่างไรว่าพระเจ้าได้ทรงตอบคำอธิษฐานของท่านแล้ว ?
( รู้ได้โดยพระเจ้าผู้ทรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ และโดยพระวจนะของพระองค์ พระเจ้าทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์เสมอ)
The Bible promises Eternal Life to all who receive Christ.พระคริสตธรรมคัมภีร์สัญญาว่าผู้ใดที่ยอมรับเอาพระเยซูคริสต์ ผู้นั้นจะได้ชีวิตนิรันดร์
"God has given us eternal life, and this life is in His Son. He who has the Son has the life; he who does not have the Son of God does not have the life. These things I have written to you who believe in the name of the Son of God, so that you may know that you have eternal life." (1 John 5:11-13)“และพยานหลักฐานนั้น คือว่า พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้
เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต
ผู้ที่ไม่มีพระบุตรก็ไม่มี ชีวิต ข้อความเหล่านี้ข้าพเจ้าได้เขียนถึงท่านทั้งหลายที่ เชื่อในพระนามพระบุตรของ พระเจ้าเพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่าท่าน
มีชีวิตนิรันดร์…” (1 ยอห์น 5:11-13)
Thank God often that Christ is in your life and that He will never leave you (Hebrews 13:5). You can know on the basis of His promise that Christ lives in you and that you have eternal life from the very moment you invite Him in. He will not deceive you.จงขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เสมอ ที่พระคริสต์ประทับอยู่ในชีวิตของท่านและ พระองค์จะไม่ทรงละทิ้งท่าน (ฮีบรู 13:5) ท่านสามารถที่จะรู้ได้ว่าพระเยซู คริสต์ผู้ทรงพระชนม์สถิตอยู่ในท่าน และท่านมีชีวิตนิรันดร์ตั้งแต่วินาทีที่ท่านทูลเชิญพระองค์ให้เสด็จเข้ามาในชีวิตของท่าน ตามพระสัญญาของพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงหลอกลวงท่านเป็นอันขาด
What about feelings?ส่วนความรู้สึกนั้นเล่าเป็นอย่างไร ?
Do Not rely on your Feelingsอย่าพึ่งพิงความรู้สึก
The promise of God's Word, the Bible - not our feelings - is our authority. The Christian lives by faith (trust) in the trustworthiness of God Himself and His Word. This train diagram illustrates the relationship among fact (God and His Word), faith (our trust in God and His Word), and feeling (the result of our faith and obedience). (Read John 14:21)หน้าที่ของเราคือ ต้องยึดมั่นในพระสัญญาของพระเจ้าเป็นหลักมิใช่ถือเอา ความรู้สึกของเรา เป็นเกณฑ์ คริสเตียนดำรงชีวิตโดยความเชื่อ ( ไว้วางใจใน พระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ ) แผนภาพรถไฟนี้แสดงให้เห็นถึงความ สัมพันธ์ระหว่า ความจริง (พระเจ้าและพระวจนะ ของพระองค์) ความเชื่อ (ความไว้วางใจในพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ และ ความรู้สึก
(ผลของความเชื่อ และการเชื่อฟัง) (ยอห์น 14:21)
The train will run with or without a passenger car. However, it would be useless to attempt to pull the train by the passenger car. In the same way, as Christians we do not depend on feelings or emotions to decide what is true, but we place our faith (trust) in the trustworthiness of God and the promises of His Word.ไม่ว่าจะมีตู้ผู้โดยสารหรือไม่ก็ตาม รถไฟก็ย่อมแล่นไปได้เสมอเพราะ
ตู้ผู้โดยสารนั้นมิได้มีส่วนช่วยในการฉุดลากรถไฟให้เคลื่อนที่แต่อย่างใด ชีวิตคริสเตียนก็ทำนองเดียวกันนี้ คือ เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงความรู้สึกหรือถือเอาอารมณ์เป็นเกณฑ์แต่อย่างใดหากแต่ต้องเชื่อ (ไว้วางใจ)ในพระเจ้า และพระสัญญาของพระองค์
NOW THAT YOU HAVE RECEIVED CHRISTเมื่อท่านรับพระเยซูคริสต์แล้ว
The moment you received Christ by faith, as an act of the will, many things happened, including the following:ในทันทีที่ท่านรับเอาพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างได้บังเกิดขึ้นในชีวิตของท่าน รวมทั้งสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้ด้วย
  • Christ came into your life (Revelation 3:20 and Colossians 1:27)
  • พระเยซูคริสต์ได้เสด็จเข้ามาประทับในชีวิตของท่านแล้ว (วิวรณ์ 3:20 และ โคโลสี 1:27)
  • Your sins were forgiven (Colossians 1:14)
  • ท่านได้รับการอภัยโทษบาปแล้ว (โคโลสี 1:14)
  • You became a child of God (John 1:12)
  • ท่านได้กลายเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว (ยอห์น 1:12)
  • You began the great adventure for which God created you. (John 10:10; 2 Corinthians 5:17; 1 Thessalonians 5:18)
  • ท่านเริ่มเผชิญชีวิตที่ตื่นเต้น ตามที่พระเจ้ามีแผนการไว้ให้แก่ท่านแล้ว (ยอห์น 10:10; 2 โครินธ์ 5:17;1 เธสะโลนิกา 5:8)
Can you think of anything more wonderful that could happen to you than receiving Christ? Would you like to thank God in prayer right now for what He has done for you? By thanking God, you demonstrate your faith.ท่านลองคิดดูซิว่ามีอะไรที่ประเสริฐยิ่งกว่าการรับพระเยซูคริสต์ ท่านอยาก จะอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้า สำหรับสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อท่านเดี๋ยวนี้ไหม ? การขอบพระคุณพระเจ้าเป็นการสำแดงออกซึ่งความเชื่อ ที่เรามีต่อพระองค์
SUGGESTIONS FOR CHRISTIAN GROWTHแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ชีวิตคริสเตียนเจริญขึ้น
Spiritual growth results from trusting Jesus Christ. "...The righteous man shall live by faith" (Galatians 3:11). A life of faith will enable you to trust God increasingly with every detail of your life, and to practice the following: ความเจริญฝ่ายวิญญาณจิตก็เนื่องมาจากการเชื่อและไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ “ คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ ” (กาลาเทีย 3:11) การดำเนินชีวิตโดยความเชื่อจะช่วยให้ท่านไว้วางใจพระเจ้าในทุกด้านมากขึ้น เป็นลำดับและทำให้ท่านสามารถปฏิบัติตามข้อแนะนำ 6 . ต่อไปนี้ได้
  • Go to God in prayer daily (John 15:7)
  • อ- อธิษฐานเข้าเฝ้าพระเจ้าเป็นประจำทุกวัน (ยอห์น 15:7)
  • Read God's Word daily. (see Acts 17:11) Begin with the Gospel of John.
  • อ- อ่านพระคัมภีร์ทุกวัน (กิจการ 17:11) เริ่มด้วยพระธรรมกิตติคุณยอห์น
  • Obey God moment by moment. (see John 14:21)
  • อ- อ่อนน้อมเชื่อฟังพระเจ้าทุกลมหายใจ (ยอห์น 14:21)
  • Witness for Christ by your life and words. (Matthew 4:19; John 15:8)
  • อ- ออกไปเป็นพยานเพื่อพระเยซูคริสต์ด้วยชีวิตและด้วยวาจา (มัทธิว 4:19; ยอห์น15:8)
  • Trust God for every detail of your life. (1 Peter 5:7)
  • อ- อ้างเอาพระเจ้าเป็นที่พึ่งในทุกด้านของชีวิต ( เปโตร 5:7)
  • Holy Spirit – allow Him to control and empower your daily life and witness (Galatians 5:16,17; Acts 1:8).
  • อ- เอาพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้นำและควบคุมชีวิตของท่าน (กาลาเทีย 5:16-17; กิจการ 1:8)
FELLOWSHIP IN A GOOD CHURCHความสำคัญของการเป็นสมาชิกคริสตจักร
The Bible tells us the importance of meeting together with other Christians (Hebrews 10:25).
Have you ever watched a fire burning in a fireplace? Several logs together burn brightly. But if you pull one log away from the fire, its flame soon goes out. The same thing happens to us if we do not spend time with other Christians. Attend a church where Christ is talked about and the Bible is taught. Start this week and make plans to attend regularly.
พระเจ้าได้ทรงบัญชาไว้ในพระธรรมฮีบรู 10:25 ว่า “ซึ่งเราเคยประชุมกันนั้น อย่าให้หยุด” ถ่านติดไฟรวมกันย่อมให้ความร้อนแต่ถ้าแยกเอาถ่านแต่ละ ก้อนออกจากเตาไฟในไม่ช้าถ่านแต่ละก้อนก็จะดับลง ทำนองเดียวกัน ความสัมพันธ์ของท่านและคริสเตียนทั้งหลายที่มีต่อพระเจ้าก็เป็นฉันนั้น ถ้าท่าน ยังมิได้เป็นสมาชิกคริสตจักรหนึ่งคริสตจักรใดก็อย่าได้คอยท่าจนกว่าจะได้รับคำเชิญเลย ท่านควรไปหาศิษยาภิบาลของคริสตจักรที่อยู่ใกล้บ้านของท่าน ซึ่งเป็นคริสตจักรที่ถวายพระเกียรติแก่พระคริสต์และประกาศพระกิตติคุณ ของพระองค์ แจ้งความจำนงขอเป็นสมาชิกแล้ว เริ่มไปนมัสการพระเจ้าในคริสตจักรนั้นในสัปดาห์ที่จะถึง และในสัปดาห์ต่อๆ ไป
If this article has been helpful to you, please give it or read it to someone else. This way you might help another person come to know God personally.ท่านปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นรับประสบการณ์เช่นนี้ไหม?
ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมไหม?
ถ้าคุณต้องการที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับพระเจ้า ท่านสามารถเข้าไปเยี่ยมชมที่เวบไซด์
www.everythaistudent.com
www.firststepswithgod.com/tha
www.mylanguage.net.au
หรือเขียนมาหาเราได้ที่
response@jesus2you.org
Thailand Campus Crusade for Christ
PO Box 6 Samsennai Bangkok,
10400 Thailand
WANT FURTHER HELP?
If you would like help in developing a closer relationship with Jesus Christ, please visit:
StartingwithGod.com
everyperson.com
FirstStepswithGod.com
mylanguage.net.au
We encourage the use of this material. However, in order to maintain quality and protect the content from changes, neither this outline nor parts thereof may be reproduced in any form without written permission from Power to Change, PO Box 565, Mulgrave, VIC 3170 Australia.
© 1985- 2019 Power to Change A.C.N 002 310 796